แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สรุปเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ ม.4-5-6 (มหภาค-ภาวะเศรษฐกิจ+ระหว่างประเทศ)

สรุปเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ ม.4-5-6 (การเงิน-มหภาค-ระหว่างประเทศ)

*****งบประมาณแผ่นดิน เริ่มต้น 1 ตุลาคมและสิ้นสุดใน 30 กันยายนของปีถัดไป*****
- งบประมาณของรัฐบาล แบ่งออกเป็น
1. งบประมาณแบบสมดุล (รายรับเท่ากับรายจ่าย) เป็นงบประมาณที่มีข้อจำกัดในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะเงินฝืด อัตราว่างงานสูง ไม่ยืดหยุ่น และไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
2. งบประมาณแบบขาดดุล (รายรับน้อยกว่ารายจ่าย) เป็นงบประมาณที่มีการนำรายรับจากเงินกู้และ/หรือเงินคงคลังมาชดเชยการขาดดุล (หากมาใช้ถูกต้อง จะช่วยในการเพิ่มผลผลิต การลงทุนและจ้างงาน)
3. งบประมาณแบบเกินดุล (รายรับมากกว่ารายจ่าย) เป็นงบประมาณเพื่อเก็บเงินส่วนเกินเข้าเงินคงคลัง
- รายได้รัฐบาล ได้มาจาก
1. ภาษี เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ (กระจายรายได้กับประชาชน) ควบคุมการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยและคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ
2. กำไรจากรัฐวิสาหกิจ
3. การขายทรัพย์สินราชการ-ปล่อยเช่าทรัพยากรของประเทศ
4. ค่าธรรมเนียมต่างๆ
- บทบาทของรัฐบาลทางเศรษฐกิจ
1. ผลิตสินค้าบริการที่จำเป็น
2. จัดสรรทรัพยากรและกระจายรายได้
3. รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
4. ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและระหว่างประเทศ
- หนี้สาธารณะ (Public Debt) เกิดจากการกู้ยืมและค้ำประกันเงินกู้ ชำระโดยการเรียกเก็บภาษีทั้งประเทศ แบ่งออกเป็น
*หนี้สาธารณะภายในประเทศ จากการกู้จากสถาบันการเงินด้วยการขายพันธบัตรและตั๋วคลัง และจากธนาคารกลางโดยการพิมพ์ธนบัตรใส่เข้าไปในระบบ
*หนี้สาธารณะระหว่างประเทศ จากการกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศหรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ลักษณะภาวะเศรษฐกิจ
1. เงินเฟ้อ **วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค CPI** มีลักษณะสินค้ามีราคาสูง //ปริมาณเงินเท่าเดิม ซื้อสินค้าได้ปริมาณลดลง// (เงินเฟ้อระดับอ่อน จะส่งเสริมการลงทุนในประเทศได้ดี)
สาเหตุ : ต้นทุนการผลิตสูง ความต้องการสินค้าสูง
ผลกระทบ : ในด้านบวกกับผู้ที่มีความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ ผู้ผลิต ผู้ถือหุ้น และลูกหนี้ และในด้านลบกับผู้ที่มีรายได้ประจำ และเจ้าหนี้
2. เงินฝืด มีลักษณะสินค้ามีราคาต่ำ (เงินฝืดระดับอ่อน จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย) //แต่เมื่อใดที่ประชาชนขาดรายได้ อำนาจซื้อลดลง จะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่เศรษฐกิจแตกได้//
สาเหตุ : ขาดแคลนเงินทุนและเงินออม อุปทานเพิ่มสวนทางกับอุปสงค์ที่ลดลง และภาครัฐดำเนินนโยบายผิดพลาด
ผลกระทบ : ในด้านบวกกับผู้ที่มีรายได้ประจำ และเจ้าหนี้ และในด้านลบกับผู้ที่มีความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ ผู้ผลิต ผู้ถือหุ้น และลูกหนี้ 
3. เงินตึง เกิดจากภาวะเงินเฟ้อและการขาดดุลการค้า (แก้ไขโดยดุลการชำระเงิน)
- นโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรณีเข้มงวดใช้สำหรับเงินเฟ้อ และกรณีผ่อนคลายใช้สำหรับเงินฝืด) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
1. นโยบายการเงิน ผู้ใช้ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย 
นโยบายผ่อนคลาย : ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เปิดซื้อคืนพันธบัตร ลดอัตราเงินสดสำรอง ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ
นโยบายเข้มงวด : เปิดขายพันธบัตร จำกัดสินเชื่อ เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพิ่มอัตราเงินสดสำรอง ส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์ ดึงเงินเข้าสู่สถาบันการเงิน
2. นโยบายการคลัง ผู้ใช้ คือ รัฐบาล
นโยบายผ่อนคลาย : เพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล ลดการเก็บภาษี ทำงบประมาณขาดดุล เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยและอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น
นโยบายเข้มงวด : ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล เพิ่มการเก็บภาษี ทำงบประมาณการดุล เป็นการชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วจนเกินไป
**มาตรการภาษีอากร : เพื่อการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เน้นภาษีเงินได้ทางตรงอัตราก้าวหน้า และส่งเสริมการลงทุน โดยการเก็บภาษีจากกิจการในอัตราที่ต่ำ
**มาตรการเงินกู้ : เกิดขึ้นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เอกชนลดการลงทุน
- ดุลการชำระเงิน แบ่งออกเป็น
1. บัญชีเงินเดินสะพัด (ของประเทศ) แบ่งออกเป็น
+ดุลการค้าและบริการ = จำนวนเงินจากการซื้อขายสินค้ากับต่างประเทศ
+บัญชีบริจาค = เงินโอนและเงินบริจาคระหว่างประเทศ
+บัญชีรายได้สุทธิจากต่างประเทศ = เงินรายได้ที่เกิดจากบุคคลที่ไปทำงานในต่างประเทศและส่งกลับเข้ามาในประเทศ
2. บัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย (ไหลเข้าและออกประเทศ)
3. บัญชีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
- ลักษณะดุลการชำระเงิน
*ดุลการชำระเงินเกินดุล (รับมากกว่าจ่าย) เงินจะแข็งค่าขึ้น ค่าของเงินสูงขึ้น ส่งออกสินค้าลดลง
วิธีแก้ไข : ส่งเสริมให้มีการลงทุนในต่างประเทศ
*ดุลการชำระเงินขาดดุล (รับน้อยกว่าจ่าย) เงินจะอ่อนค่าลง ค่าของเงินลดลง ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง เกิดเงินทุนไหลออก
วิธีแก้ไข : การเสื่อมค่าของเงิน ใช้นโยบายการเงิน-การคลังแบบเข้มงวด
- นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
1. นโยบายการค้าเสรี (Free Trade) เป็นนโยบายการค้าเพื่อการใช้ทรัพยากรที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไร้ข้อจำกัดทางการค้าทั้งด้านการควบคุมคุณภาพสินค้าสูงและด้านการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่มีอัตราต่ำ
2. นโยบายการค้าคุ้มกัน (Protective Policy) เป็นนโยบายการค้าเพื่อการคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศที่เกิดใหม่ซึ่งไม่พร้อมกับสินค้าต่างประเทศที่เข้ามา เป็นการเพิ่มอัตราการจ้างงาน ตลอดจนแก้ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินในประเทศ แบ่งออกเป็น
* ตั้งกำแพงภาษี โดยการตั้งภาษีสูง ราคาสินค้าเข้าจะเพิ่มขึ้น ผลิตผลในประเทศจะขายได้
* ควบคุมปริมาณสินค้านำเข้าและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
* อุดหนุนผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้า โดยทำข้อตกลงการค้ากับบางประเทศ
* จำกัดปริมาณสินค้าส่งออก เพื่อให้สินค้าเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ
* ทุ่มตลาด เพื่อทำลายคู่แข่งจากตลาดต่างประเทศ
- ระบบอัตราแลกเปลี่ยน จำแนกได้เป็น
1. มาตราทองคำ ใช้ทุนสำรองเงินตราแลกเป็นมูลค่าทองคำ
2. ระบบกองทุนระหว่างประเทศ (อัตราคงที่)
3. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว มีทั้งการจัดการกับอัตราได้ ซึ่งรัฐบาลเข้าไปทำการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้ และการลอยตัวตามกลไกตลาดเงินโดยอ้างอิงกับสกุลเงินอื่น
- การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการร่วมมือช่วยเหลือบรรลุวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม
1. Free Trade Area เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ยกเว้นภาษี และไม่ปิดกั้นทางการค้า
2. สหภาพศุลกากร เป็นการใช้พิกัดภาษีเดียวกันภายในกลุ่มประเทศ
3. ตลาดร่วม เป็นการอนุญาตเคลื่อนปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี
4. สหภาพเศรษฐกิจ มีการดำเนินการนโยบายการคลังและการขนส่งร่วมกัน ใช้สกุลเงินเดียวกัน
5. เหนือชาติ เป็นการรวมชาติต่างๆ เป็นหนึ่งเดียวกัน


สรุปเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ ม.4-5-6 (มหภาค-การเงิน)

สรุปเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ ม.4-5-6 (การเงิน-มหภาค-ระหว่างประเทศ)

- เงิน (Money) หมายถึง สิ่งที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
ลักษณะ : ต้องเป็นที่ยอมรับในสังคม สามารถแบ่งหน่วยย่อยๆ มีลักษณะเหมือนกัน สะดวกและทนทานต่อการพกพา สำคัญมีความเสถียรในมูลค่า (อาจจะมีความหายาก)
ประเภทของเงิน :
1. เหรียญกษาปณ์ (ในประเทศไทย ผู้ผลิต คือกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง) 
2. ธนบัตร (ในประเทศไทย ผู้ผลิต คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย)
3. เงินฝากกระแสรายวัน (ในประเทศไทย ผู้ผลิต คือ ธนาคารพาณิชย์)
- ประเภทของเงินตามปริมาณเงิน
1. เงิน M1 (แคบ) ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร เงินฝากกระแสรายวัน (อยู่ในระบบตลาดปกติ)
2. เงิน M2 (กว้าง) ได้แก่ เงินฝากประจำ ตั๋วเงิน หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากออมทรัพย์
- มูลค่าของเงิน หมายถึง อำนาจในการซื้อสินค้าและบริการหรือแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างสกุล
1. ค่าของเงินภายใน อำนาจในการซื้อสินค้าหรือบริการของเงินในแต่ละหน่วย พิจารณาจากดัชนีราคาสินค้า (ซึ่งผกผันกันกับราคาสินค้าเสมอ)
2. ค่าของเงินภายนอก อำนาจในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (แปลงจากสกุลหนึ่งไปอีกสกุลหนึ่ง) หากจ่ายเพิ่มขึ้นในการแลกเงิน เรียกว่า ค่าเงินอ่อนตัว ในทางตรงข้าม จ่ายน้อยลงในการแลกเงิน เรียกว่า ค่าเงินแข็งตัว
- ความต้องการถือเงินสด จะเกิดขึ้นใน 3 ลักษณะ คือ เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน และเพื่อใช้ในการแสวงหากำไร
- ประเภทของสถาบันการเงิน
1. สถาบันการเงินที่เป็นธนาคาร ได้แก่
1.1. ธนาคารกลาง มีลักษณะสำคัญไม่แสวงหากำไรจากการประกอบการและไม่ทำธุรกรรมโดยตรงกับประชาชน มีหน้าที่
- รักษาเสถียรภาพผ่านนโยบายการเงิน โดยการรักษาเงินทุนสำรองของประเทศ
- เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ เพื่อควบคุมการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์
- จัดพิมพ์และออกธนบัตร เพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
- เป็นนายธนาคารของรัฐบาล
- ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์ข่าวสารทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ
1.2. ธนาคารพาณิชย์ มีลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจรับ-ถอนเงินฝาก กู้ยืม ให้สินเชื่อ ซื้อขายแลกเปลี่ยน เก็บค่าธรรมเนียม และธุรกรรมอื่นๆ กับประชาชนและนิติบุคคลทั่วไป โดยจะมีระบบสาขาเพื่อระบายเงินทุนสู่ท้องถิ่น และกระจายสินเชื่อ (หากมีเพียงสาขาเดียว จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ธนาคารนั้นๆ ต้องการตอบสนองความต้องการของการทำธุรกรรมเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย)
**เงินทุนของธนาคารพาณิชย์ = ผู้ถือหุ้น การกู้ และเงินฝากของลูกค้าธนาคาร**
1.3. ธนาคารพิเศษ หรือธนาคารจัดตั้งขึ้นมาเฉพาะอย่าง ในประเทศไทยประกอบด้วย
- ธนาคารออมสิน เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการระดมเงินฝากจากประชาชนสู่รัฐบาล เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาประเทศ
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เงินกู้และรับประการเงินกู้แก่เกษตรกร สหกรณ์การเกษตร
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งเพื่อให้ประชาชนที่มีฐานะปานกลางกู้ยืมเพื่อไปใช้ในการหาที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
2. สถาบันการเงินที่ไม่เป็นธนาคาร ได้แก่
2.1. บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์
2.2. บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
2.3. บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย
2.4. สหกรณ์การเกษตร
2.5. สหกรณ์ออมทรัพย์
2.6. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
2.7. โรงรับจำนำและสถานธนานุบาล
- ประเภทของภาษี
1. ภาษีทางตรง เป็นภาษีที่มีอัตราการเก็บแบบก้าวหน้า ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือผลักภาระให้ผู้อื่นจ่ายได้ เช่น ภาษีเงินได้ (บุคคล/นิติบุคคล) ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน
2. ภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่มีอัตราการเก็บคงที่ สามารถผลักภาระให้ผู้อื่นจ่ายแทนได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สรุปเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ ม.4-5-6 (จุลภาค)

สรุปเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ ม.4-5-6 (จุลภาค)

บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ = อดัม สมิธ 
- เศรษฐศาสตร์ (Economics) คือ ศาสตร์แห่งการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ (สินค้า + บริการ)
- เศรษฐศาสตร์จุลภาค เป็นการศึกษาพฤติกรรมหน่วยเศรษฐศาสตร์ ที่มีการแสวงหาผลประโยชน์ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ
- เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นการศึกษาผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศทั้งระบบ
- ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ = What (ผลิตอะไร) How (ผลิตอย่างไร) For Whom (ผลิตเพื่อใคร)
- ปัจจัยการผลิตทางเศรษฐศาสตร์
1. ที่ดิน (ค่าตอบแทน = ค่าเช่า)
2. แรงงาน (ค่าตอบแทน = ค่าจ้าง) แบ่งออกเป็น แรงงานทักษะ แรงงานกึ่งทักษะ และแรงงานไร้ทักษะ
3. ทุน (ค่าตอบแทน = ดอกเบี้ย) ในรูปแบบของเครื่องมือ สิ่งปลูกสร้าง และ/หรือเครือข่าย
4. ผู้ประกอบการ (ค่าตอบแทน = กำไร ; เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องการสูงสุด)
- ระบบเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (ไม่มีการวางแผนจากส่วนกลาง) = เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด มีความอิสระในการผลิตและการบริโภค โดยมีกลไกราคากำหนด (อุปสงค์-อุปทาน)
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (มีการวางแผนจากส่วนกลาง แบ่งออกเป็น สังคมนิยมแบบเผด็จการและสังคมนิยมคอมมิวนิสต์) = รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด กำหนดการผลิตและการบริโภคด้วยตนเอง
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม = รัฐบาลเข้ามาควบคุมกิจการบางประการ เช่น สาธารณูปโภค สิ่งอันตรายต่อประชาชน เอกชนมีประสิทธิภาพและอิสระในการผลิต ลักษณะระบบนี้จะอาศัยกลไกราคา ดังนั้นการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก็จะอาศัยการแทรกแซงกลไกตลาด (ราคาขั้นต่ำ - ราคาขั้นสูง)
("มือที่มองไม่เห็น" = กลไกตลาด")
- อุปสงค์ (Demand) 
ความหมาย - ความต้องการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค
องค์ประกอบ - ต้องมีอำนาจซื้อ มีความเต็มใจ มีความสามารถ สภาพแวดล้อมเหมาะสม
กฎของอุปสงค์ - ราคาเพิ่มสูงขึ้น อุปสงค์ลดลง / ราคาลดลง อุปสงค์เพิ่มขึ้น
ปัจจัย - ราคาสินค้า (ทั้งสินค้าชนิดนั้นๆ และเกี่ยวเนื่อง) รสนิยม รายได้ของผู้บริโภค จำนวนประชากร
**สินค้าทดแทนกัน จะมีอุปสงค์ที่สวนทางกัน (ชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น อีกชนิดจะลดลง) เช่น ไก่-หมู
**สินค้าประกอบกัน จะมีอุปสงค์ไปในทางเดียวกัน (ชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นแล้ว อีกชนิดที่ประกอบกันจะเพิ่มขึ้นตาม) เช่น ไม้ปิงปอง-ลูกปิงปอง กาแฟ-ครีมเทียม
**สินค้าด้อยคุณภาพ จะมีลักษณะสอดคล้องกับรายได้ของผู้บริโภค (เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น อุปสงค์ต่อสินค้าประเภทนี้จะลดลง) เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง
- อุปทาน (Supply)
ความหมาย - ความต้องการขายสินค้าและบริการของผู้ผลิต
กฎของอุปสงค์ - ราคาเพิ่มสูงขึ้น อุปทานเพิ่มขึ้น / ราคาลดลง อุปทานลดลง
ปัจจัย - ราคาสินค้า (ทั้งสินค้าชนิดนั้นๆ และเกี่ยวเนื่อง) ปัจจัยการผลิต ต้นทุน เทคโนโลยีการผลิต และฤดูกาล
- จุดดุลยภาพ (Equilibrium point) คือ จุดที่เส้นอุปสงค์และอุปทานตัดกันในกราฟ เมื่อให้จุดดุลยภาพเป็นหลัก
**เหนือจุดขึ้นไป เรียกว่า อุปทานส่วนเกิน --> เกิดสินค้าล้นตลาด
**ต่ำกว่าจุดลงมา เรียกว่า อุปสงค์ส่วนเกิน --> เกิดสินค้าขาดตลาด
- นโยบายการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
*นโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำ ใช้แก้ปัญหาป้องกันสินค้าราคาต่ำกว่าต้นทุน มักใช้ในสินค้าเกษตร เพราะมีปริมาณผลผลิตไม่แน่นอน สภาพอากาศและอายุการเก็บรักษาไม่แน่นอน เมื่อสินค้าเหล่านี้ล้นตลาด รัฐบาลจะเข้าซื้อที่ราคาหนึ่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าเกษตรเหล่านั้นต่ำจนเกินไป
ที่มากกว่ากำหนดไว้
***การกำหนดค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลูกจ้างและนายจ้าง ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจ อาจก่อให้เกิดการตกงานของแรงงาน ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น***
*นโยบายการกำหนดราคาขั้นสูง ใช้แก้ปัญหาการที่ราคาสินค้าที่จำเป็นต่อประชาชนสูงเกินไป เช่น แก๊สหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน โดยรัฐบาลจะกำหนดเพดานราคาไว้ที่ราคาหนึ่ง ไม่ให้มีการขายสินค้าในราคาสูง การแก้ปัญหาในลักษณะนี้จะส่งผลเสียให้เกิดตลาดมืด (Black Market) ซึ่งมีราคาซื้อขายสูงกว่ารัฐบาลกำหนดไว้
*นโยบายการจ่ายเงินสนับสนุนส่วนต่าง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำผ่านการลดปริมาณการผลิต แล้วจ่ายเงินส่วนที่ควรจะได้เข้าไปแทน โดยจ่ายอุดหนุนเพื่อรักษาระดับดุลยภาพของตลาดไว้
- ตลาด (Market) ในความหมายทั่วไป คือ "สถานที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบปะกัน" ในทางเศรษฐศาสตร์ จะหมายถึง "สภาวะที่มีการตกลงซื้อขายสินค้ากัน" แบ่งออกเป็น
1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (ระยะยาวจะทำให้เกิดการแบ่งกำไรในทิศทางปกติ = ได้เท่าๆกัน) จัดเป็นตลาดในอุดมคติของนักเศรษฐศาสตร์ โดยมีลักษณะดังนี้
+ผู้ซื้อผู้ขายมีจำนวนมาก ไม่มีอิทธิพลในการกำหนดราคาได้
+สินค้ามีลักษณะเหมือนกันทุกประการ
+มีการย้ายเข้า-ออกของผู้ขายได้อย่างเสรี
+มีความรอบรู้ในสถานการณ์ของตลาด
2. ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ แบ่งออกเป็น
2.1. ตลาดผูกขาด (ระยะยาวส่งผลให้เกิดการได้กำไรมากกว่าระดับปกติ) เกิดมาจากการรวมบริษัทกันเพียงหนึ่งเดียว หรือสินค้ามีการจดสิทธิบัตร การผลิตมีขนาดใหญ่และลงทุนสูง หรืออาจจะเป็นเจ้าของทรัพยากรนั้นๆ เช่น สาธารณูปโภค ยาสูบ มีลักษณะดังนี้
+ผู้ผลิต 1 รายและกีดกันผู้ค้ารายอื่น
+ไม่มีสินค้าทดแทนได้ในตลาด
+ผู้ผูกขาดมีสิทธิกำหนดราคาและปริมาณในการขาย
2.2. ตลาดผู้ขายน้อยราย เกิดจากการรวมกันตกลงราคาหรือผู้นำด้านราคา เช่น สายการบิน น้ำมันเชื้อเพลิง มีลักษณะดังนี้
+มีผู้ขายจำนวนน้อย
+สินค้ามีความแตกต่างกันแต่ทดแทนกันได้ดี
+เกิดการกีดกันทางการค้าได้ ผ่านการแข่งขันทางด้านคุณภาพของสินค้าและบริการ
2.3. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด เป็นตลาดที่พบเห็นได้ทั่วไป มีลักษณะดังนี้
+มีผู้ขายจำนวนมาก แต่เป็นผู้ขายรายย่อย
+สินค้ามีความแตกต่างกัน ใช้ทดแทนกันได้
+ไร้อุปสรรคทางการค้า มีความรู้
+มีการโฆษณา เพื่อแข่งขันการทางการค้าในการสร้างอำนาจผูกขาดตลาดนั้นๆ